รีวิวหนัง : Dunkirk ชายหาดแห่งความสิ้นหวัง

harry-styles-fights-for-survival-in-dunkirk-trailer

Dunkirk คือการกำกับหนังแนวสงครามครั้งแรกของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับชื่อดังเจ้าของผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Inception , Interstellar และ The Dark Knight โดยนำเรื่องราวจริงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างยุทธการไดนาโมของรัฐบาลอังกฤษในปี 1940 จากเมืองโดเวอร์ประเทศอังกฤษสู่เมืองดันเคิร์กประเทศฝรั่งเศส กับภารกิจช่วยเหลือทหารชาวอังกฤษกว่า 4 แสนนายออกจากแหลมแห่งหนึ่งที่ถูกทหารนาซีโอบล้อมกดดันให้ตกทะเล

นักแสดงนำของเรื่องน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น มาร์ค ไรแลนซ์ จาก Bridge of Spies ที่คราวนี้เปลี่ยนบทจากสายลับเยอรมันมาเป็นชาวเดินเรืออังกฤษ , ทอม ฮาร์ดี้ อีกหนึ่งเด็กปั้นของ โนแลน จาก The Dark Knight Rises , เฟียน ไวท์เฮด นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์ Him ที่พร้อมแจ้งเกิดเต็มตัว และ การผันตัวมาสู่วงการแสดงของ แฮร์รี สไตล์ส นักร้องหนุ่มแห่งวง One Direction

Dunkirk เล่าถึงสถานการณ์คับขันของทหารอังกฤษและทหารฝ่ายสัมพันธมิตร (ฝรั่งเศส,เบลเยี่ยม) หลายแสนที่ติดอยู่บนบริเวณชายหาดแห่งความสิ้นหวัง เต็มไปด้วยรอยเลือด เสียงกรีดร้องความกลัว ไร้ทางออก เบื้องหน้าคือข้าศึกที่พยายามรุกคืบเข้ามา แต่เบื้องหลังคือทะเลอันกว้างใหญ่ ทุกคนที่นั่นมีชะตากรรมร่วมอันน่าหดหู่ พวกเขาเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อกลับบ้านคือเกาะบริเตนที่สามารถมองเห็นลิบๆด้วยตาเปล่า ทว่าเส้นทางกลับมืดมน การได้ขึ้นเรือก็ไม่ได้การันตีว่าจะถึงฝั่ง เรือพิฆาตเทียบท่าได้จุดเดียวคือสะพานหินที่ทอดตัวยาวไปเกือบกลางทะเล ซึ่งก็เป็นเป้าโจมตีของฝูงบินไฟต์เตอร์ของนาซีที่คอยโฉบมายิงปืนและทิ้งบอมบ์ใส่เรือกับทหารที่ชายหาด เรือลำแล้วลำเล่าจมลงสู่ก้นทะเล พร้อมกับศพของทหารชาวอังกฤษมากมาย เรือลำเลียงหรือเรือเล็กที่เข้าถึงชายฝั่งได้ก็ไม่มี คลื่มลมก็แรงจนไม่สามารถว่ายนํ้าออกไปได้

ในบริบทเดียวกันกันก็มีทั้งคนที่พยายามเอาชีวิตรอด เอาตัวรอด ช่วยชีวิตคนอื่น พร้อมสละชีพ และยอมปลิดชีวิตตัวเอง โดยเรื่องราวเกิดขึ้นทั้งบนบก ในทะเล และกลางอากาศ ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งบริเวณช่องแคบอังกฤษ ทหารหลายแสนนายไม่รู้เลยว่าชีวิตของพวกเขาฝากไว้กับ เรือประมงลำเล็กๆหลายสิบลำ และเครื่องบินขับไล่เพียง 3 เครื่อง

กล่าวได้ว่า Dunkirk คือหนังไททานิคฉบับสงครามของ โนแลน ที่ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมบนชายหาดดันเคิร์กออกมาได้เข้มข้นและงดงาม ผ่านตัวละครสามกลุ่มที่คล้ายเป็นตัวแทนสามเหล่าทัพได้แก่ พลทหารทอมมี่ ที่พยายามอย่างเต็มที่ในการเอาชีวิตรอดกลับบ้านเกิด , ดอว์สัน กับลูกชายชาวบ้านที่ใช้เรือส่วนตัวออกมาร่วมในปฏิบัติการอพยพทหารออกจากวิกฤติ และ ฟาร์เรียร์ ทหารอากาศกับเพื่อนอีก 2 นายที่นำเครื่องบินต่อสู้ฝูงเล็ก (3 ลำ) บายหน้ามาที่สมรภูมิดันเคิร์ก

การดำเนินเรื่องตัดสลับไปมาแถมยังสับหว่างในเรื่องของเวลา (ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง) ทำให้ผู้ชมต้องมีสมาธิมากในการทำความเข้าใจเนื้อหา รวมถึงความรู้สึกของตัวละคร เพราะหนังเรื่องนี้มีบทพูดน้อยมากๆ แต่ที่เด็ดขาดคือดนตรีประกอบภาพยนตร์ฝีมือของ ฮานส์ ซิมเมอร์ ที่ช่วยขับให้บรรยากาศหนังตึงเครียดและสมจริงมากๆ เมื่อบวกกับการถ่ายทอดภาพที่สวยงามทำให้ Dunkirk กลายเป็นงานมาสเตอร์พีซที่ควรค่าแก่การชมในโรงหนังอย่างมาก (ดูแผ่นอรรถรสไม่เท่าแน่)

โทนของหนังออกไปทางดราม่าทริลเลอร์มากกว่าแอ็คชั่น ใครที่หวังมาเห็นฉากการเปิดฉากยิงกันของทหารสองฝ่ายคงต้องผิดหวัง เนื่องจาก โนแลน เนรมิตฉากต่อสู่ในแบบฉบับของเขา ซึ่งซีนที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป้นการไล่ล่าบนท้องฟ้าของเครื่องบินไฟเตอร์สองฝ่าย ที่ชวนให้เราลุ้นเอาใจช่วยทหารอากาศสามนายได้ไม่แพ้เรื่องการหนีออกจากชายของของทหารบกจำนวนมหาศาลเลย

นักแสดงเล่นดีหลายคน ไม่ว่าจะเป็น มาร์ค ไรแลนซ์ ที่พูดแทนมุมมองของพลเรือนได้อย่างกินใจ ช่วยเตือนสติ รวมถึงสะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามได้อย่างยอดเยี่ยม , ทอม ฮาร์ดี้ คือตัวแทนของทหารหาญที่น่ายกย่อง ในการเสียสละตัวเองทำหน้าที่อย่างถึงที่สุดเพื่อเพื่อนร่วมชาติและประเทศ บทของเขาเท่ แถมดูเป็นฮีโร่ชะมัด ขณะที่ เฟียน ไวท์เฮด เป็นตัวอย่างและเหยื่อของการเดินหมากที่ผิดพลาดครั้งร้ายแรงของกองทัพอังกฤษ เขาเป็นนักแสดงหนุ่มที่สื่อสารอารมณ์ผ่านท่าทางได้อย่างดี เชื่อว่าอนาคตทางการแสดงของเขาไปไกลแน่ๆ

เรื่องราวที่ดันเคิร์กอาจไม่เป็นที่จดจำเท่านอร์มังดี แต่หากไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงก์ในดันเคิร์ก ก็อาจไม่มีคบไฟที่นอร์มังดี เพราะทหารอังกฤษที่เดิมทีถูกคาดว่าจะรอดชีวิตแค่ไม่กี่หมื่นนาย เมื่อจบภารกิจกลับมีทหารอังกฤษกลับถึงบ้านมากกว่านั้นหลายเท่า ทำให้รัฐบาลของ วินสตัน เชอร์ชิล ไม่ยอมแพ้แก่นาซี ก่อนที่จะไปจับมือกับสหรัฐอเมริกากลับไปประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งในวันดีเดย์ เรียกว่าดู Dunkirk จบ เปิด Saving Private Ryan ต่อได้เลย

ช่วงท้าย Dunkirk ลดความโลกโผนโจนทะยานลงเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆแลนดดิ้งลงอย่างงดงาม กับบทสรุปชะตากรรมของตัวละครที่แตกต่างกันไป ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงบัดนี้ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำในสาขาผู้กำกับเลย ส่วนตัวคิดว่า Dunkirk ยังคงไม่อาจพา โนแลน ไปสู่จุดนั้นได้ แต่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้มีดีพอที่จะคว้ารางวัลทางภาพยนตร์หลายรางวัล

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิว Logan ชะตากรรมสุดท้ายของมนุษย์กลายพันธุ์

wolverinetrailer1_cbub

Logan คือหนังภาค 3 ของ วูล์ฟเวอรีน (ต่อจาก X-Men Origins : Wolverine 2009 และThe Wolverine 2013) หนึ่งในตัวละครที่โด่งดังที่สุดของ X-Men ทีมซุปเปอร์ฮีโร่มนุษย์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ฮิวจ์ แจ็คแมน จะแสดงบทนี้เป็นครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับหนังที่คงปิดฉากลงแค่ไตรภาค ส่วนนักแสดงคนอื่นๆก็มี แดฟเน คีน , แพทริค สจ๊วต,บอยด์ โฮลบรู๊ค , เอลิซาเบธ ร็อดริเกซ และ สตีเฟ่น เมอร์แชนท์

หนังเป็นผลงานการกำกับของ เจมส์ แมนโกล์ด จาก The Wolverine , Knight and Day , Walk the Line และ Cop Land บทภาพยนตร์โดย เจมส์ แมนโกล์ด , สก็อต แฟรงค์ กับ ไมเคิล กรีน

เนื้อของ Logan เล่าถึงปี 2029 มิวเทนท์ หรือ มนุษย์กลายพันธุ์ถูกตามล่าจนเกือบสูญพันธุ์ โลแกน เป็นคนเดียวที่แอบแฝงตัวอยู่ในเมืองหากินกับอาชีพขับรถรับจ้าง แต่เขาก็มีสภาพแย่ไม่ต่างจากสุนัขแก่ๆ วันๆเอาแต่ดื่มเหล้าเพื่อหวังจะลืมความเจ็บปวดทางกายและใจ ภาจกิจสุดท้ายที่เขาทำในตอนนั้นคือการปกป้อง ศาสตราจารย์เอ็กซ์ ในวัยชราที่ป่วยจนคุมสติไม่ได้ โดยมีแคลิแบนมนุษย์กลายพันธุ์ช่วยดูแลอยู่ที่แหล่งซ่อนตัวในเขตชายแดนเม็กซิโก

ต่อมามีหญิงสาวลึกลับปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับเด็กหญฺงของหนึ่ง เธอขอร้องให้ โลแกน ช่วยชีวิตพวกเธอจากการถูกตามล่าด้วยการพาไปส่งยังชายแดนแคนนาดา โลแกน อยากได้เงินก้อนเพื่อซื้อเรืออพยพไปอยู่ในทะเลจะได้รอดพ้นจากสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯจึงยอมตกลง โดยหารู้ไม่ว่ามันเกี่ยวข้องกับชะตากรรมสุดท้ายของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่เหลืออยู่

เมื่อดูหนังแล้วเราจะไม่ส่งสัยเลยว่าทำไมค่ายจึงตั้งชื่อหนังว่า Logan แทนที่จะเป็น Wolverine เพราะมันคือภาคจบที่เศร้าสลดแต่งดงามของตัวละครที่ชื่อว่า โลแกน ที่มีความเป็นมนุษย์สูงมากๆ ก่อนหน้านั้นเขาเคยเดือดเนื้อร้อนใจกับความสามารถพิเศษที่ไม่มีวันตายของตัวเอง แต่แล้วครั้งนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม แม้ว่าความ โหด ดิบ เถื่อน ของฉากต่อสู้ในหนังจะมีเยอะกว่าทุกภาคของ Wolverine และ X-Men แต่คนดูจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดของ โลแกน เนื่องจากเขากำลังแก่ กำลังป่วย ไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์กระดูกเหล็กอมตะอีกต่อไป

ความสนุกอีกประการคือการที่ Wolverine คล้ายกับได้คู่หูที่เป็นมากกว่าคู่หูคนใหม่ ที่สามารถโยงให้เขากับเรื่องราวพาร์ทครอบครัวมนุษย์กลายพันธุ์ได้อย่างดี ซึ่งความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกี่ยวพันด้วยสายเลือดอย่าง โลแกน กับ ลอร่า หรือ โลแกน กับ ศาสตราจารย์เอ็กซ์ ก็ลึกซึ้งกินใจผู้ชมเป็นอย่างดี อีกข้อที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงเรื่องราวของการ์ตูนมาเข้ากับหนังได้อย่างกลมกลืน

ดังนั้นถึงจะมีมิวเทนท์น้อยกว่าหนังตระกูล X-Men เรื่องอื่นๆ ทว่า Logan กลับมีความมันส์ ซีนแอ็คชั่นได้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร ซีนดราม่าอารมณ์มาเต็ม ได้ความประทับใจของความรักกับการเสียสละ(หนังไม่มีความรับแบบหนุ่มสาวเลย แต่ส่วนตัวชอบมาก) รวมถึงยังมีตลกร้ายล้อเลียนการเมืองกับสังคมอเมริกันอีกมากมาย อย่างที่บอกว่ามิวเทนท์คือการเปรียบเปรยกับกลุ่มคนที่ถูกเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนา ซึ่งช่วงหลังๆอาจจเน้นไปที่สังคมอเมริกัน มนุษย์กลายพันธุ์จึงเป็นคนชายขอบที่ถูกคนข่าวเลือกปฏิบัติ พวกเขาทำได้แค่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของสังคม อาจจะหลบหนีไปอยู่ตามชายแดนเพื่อนบ้านบ้าง

ฉากที่เจ็บแสบที่สุดน่าจะเป็นการที่เป้าหมายของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่รอดชีวิตคือ ประเทศแคนาดา ที่สามารถนำมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ชาวอเมริกันเชื้อสายต่างๆ ชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ และผู้อพยพจำนวนมากที่แสดงความต้องการว่าอยากย้ายไปอยู่แคนาดาหลัง ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง

Logan เป็นหนังฮีโร่ที่ต่างจากเรื่องอื่นๆในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีกลิ่นอายของภาพยนต์ชื่อดังหลายเรื่องทั้ง Cop Land , No Country for Old Men และ The Dark Knight วูล์ฟเวอร์รีนในหนังเท่สุดๆ น้องดาฟเน่น่ารัก สร้างสีสันได้อย่างดี Logan ดูเป็นจุดจบของการเริ่มต้นบางอย่าง ตอนท้ายที่นำเอาประโยคของหนังคาวบอยคลาสสิกมาใช้เป็นไอเดียที่ปลาดเปรื่องมาก สรุปใจความของหนังได้หมดสิ้น เชื่อว่ามันทำให้คนดูไม่มีวันลืมชายที่ชื่อโลแกน สิงโตขาเป๋ในหุบเขาที่ไม่มีปืน

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิว Resident Evil The Final Chapter ฉากสุดท้ายของเกมซอมบี้

resident-evil-the-final-chapter-8

ความมาไกลของหนังชุด Resident Evil ทำให้หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเกมชื่อดังเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วอย่าง Biohazard บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า Resident Evil 1 แจ้งเกิดให้กับ มิลลา โยโววิช ในบท อลิซ หรือไม่ แต่ที่แน่ๆตัวละครนี้สร้างชื่อเสียงให้เธออย่างมาก ก่อนที่กระแสของหนังและเธอจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆตามจำนวนของภาคต่อที่เพิ่มขึ้น

จนในที่สุดค่ายหนังก็ขอทิ้งทวนด้วยการเข็นหนัง Resident Evil The Final Chapter หรือ Resident Evil 6 ออกมาโกยเงินเป็นเฮือกสุดท้ายในปี 2017 โดยเลือก พอล ดับเบิลยู. เอส. แอนเดอร์สัน ผู้กำกับและผู้เขียนบท Resident Evil 1 มากำกับภาคสุดท้ายของหนังเฟรนไชส์ซอมบี้ที่เขาเคยเริ่มต้นไว้เมื่อปี 2002 เช่นเดียวกับนักแสดงในภาคก่อนๆหลายคนที่กลับมาส่งท้ายตัวละครของตัวเอง และร่วมอำลาหนัง

เนื้อเรื่องของ The Final Chapter ต่อเนื่องจากภาค Retribution เผ่าพันธุ์มนุษย์เหลือผู้รอดชีวิตไม่ถึง 6 พันคน ในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้หลากหลายพันธุ์ที่นับวันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อลิซ เป็นความหวังเดียวของมนุษยชาติกับการเดินทางสู่เมือง Raccoon City เพื่อเข้าไปจัดการกับผู้บริหาร The Umbrella Corporation ซึ่งอยู่เบื้องหลังหายนะของโลก

Resident Evil The Final Chapter เป็นหนังฉบับสูตรสำเร็จย่อยง่ายอีกเรื่องของฮอลลีวู้ด บทภาพยนตร์ฉาบฉวย เต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย ตัวละครไร้มิติ (บางตัวดูเหมือนจะมีอะไร แต่ก็ไม่มี) แห้งแล้ง ขาดสีสัน เนื้อหาเดาได้แทบจะเกือบทั้งหมด ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์

ผู้กำกับเลือกที่จะจัดการการสรุปข้อมูลมหาศาลของทุกภาค รวมถึงเตือนความทรงจำของผู้ชมด้วยการเพิ่มฉากแฟลชแบ็คเข้ามามากมายเกินไป ทำให้หนังมีความยาวเกินพอดี น่าเบื่อ ขณะเดียวกันฉากแอ็คชั่นที่เป็นจุดขายก็ไม่สนุกเพราะไม่ต้องลุ้นเลย อลิซ เก่งเกินไป และดูเป็นอมตะ เธอมีความคล้ายกับตัวละครหลักในหนังซุปเปอร์ฮีโร่เกรดบี

การแสดงไม่มีใครโดดเด่นหรือมีสเน่ห์เลย แอบดีใจที่ มิลลา โยโววิช จะหลุดพ้นจากตัวละครตัวนี้ แม้ว่าภาพลักษณ์ของอลิสคงอยู่ติดตัวเธอไปอีกนานแสนนาน ส่วน แอลิ ลาร์เทอร์ ที่เล่นเป็น แคลร์ เรดฟิลด์ ภาคนี้ยังกะนักแสดงประกอบ ด้าน เอียน เกลน ซึ่งรับบท ดร.อเล็กซานเดอร์ ไอแซ็คส์ น่าจะติดอันดับหัวหน้าตัวร้ายที่โง่ที่สุดในโลกภาพยนตร์

Resident Evil The Final Chapter พยายามดำเนินเรื่องให้ออกแนวเป็นด่านๆเหมือนกับเกม ซึ่งจุดนี้ทำให้หนังยิ่งพังมากกว่าเดิม ดูเป็นการยัดเยียดเมมโมรี่ที่มีความทรงจำแย่ๆทั้งในอดีตกับปัจจุบันให้กับแฟนๆ ภาคสุดท้ายของหนังซอมบี้ผีชีวะจึงแทบไม่มีอะไรน่าจดจำ ผู้ชมได้แต่โล่งอดถอนหายใจพลางคิดว่า จบเสียที

คะแนน 5.5/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิวหนัง : Lion งมเข็มในมหาสมุทรอินเดีย

mv5bnty4njbhyzitmtewmi00ogewlwiynmutzdzknzg2mjzkodeyxkeyxkfqcgdeqxvymtexndq2mti-_v1_

Lion สร้างจากเรื่องจริงของ ซารู เบรียร์เลย์ เด็กชายชาวอินเดียที่พลัดหลงกับครอบครัวตอนอายุ 5 ขวบ เขาถูกสามีภรรยาชาวออสเตรเลียอุปการะไปมีชีวิตใหม่ในประเทศที่ดีที่ สุดประเทศหนึ่งของโลก ซารู เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นใคร แต่วันหนึ่งเขานึกขึ้นได้ ซาลู ลุกขึ้นมาตามหาครอบครัวที่แท้จริงในประเทศอินเดียด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใครคือตามรอย ผ่านสถานที่ในความทรงจำวัยเยาว์โดยใช้ Google Earth ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร (อินเดียมีประชากร 1.2 พันล้านคน ในแต่ละปีมีเด็กหายไม่ตํ่ากว่า 8หมื่นคน)

เรื่องราวของ ซารู กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก และมีหนังสือถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวออกมาชื่อว่า A Long Way Home ต่อมา การ์ธ เดวิส เจ้าของผลงานหนังสั้น Alice และซีรีย์ Top of the Lake นำ A Long Way Home มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Lion เขียนบทโดย การ์ธ เดวิส เจ้าของบทหนังเรื่อง Life พร้อมทั้ง
ได้ เดฟ พาเทล , นิโคล คิดแมน , รูนีย์ มารา และ เดวิด เวนแฮม มารับบทนำ หนังสร้างกระแสกวาดคำชมจากนักวิจารณ์ถล่มทลายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต และป็นตัวเก็งในรางวัลออสการ์หลายสาขา

Lion เล่าถึงการต่อสู้ชีวิตของ ซารู เด็กชายอายุ 5 ขวบที่หลงกับพี่ชายที่สถานีรถไฟในเมืองเล็กๆ ซารู เผลอหลับบนรถไฟขบวนพิเศษที่พาเขามาถึงเมืองใหญ่อันแสนวุ่นวายอย่างกัลกัตตา ที่นั่นเขาต้องเอาตัวรอดจากเพื่อนร่วมชาติจิตใจชั่วร้ายมากมาย แต่ก็มีบางคนที่หยิบยื่นนำใจให้ ซารู จนเขากลายเป็นเด็กที่ถูกเลือกให้พ้นจากขุมนรกในอินเดียไปสู่ สรวงสวรรค์ในออสเตรเลีย

หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงแล้วที่ทำออกมาได้ดี (ไม่บ่อยครั้งนัก) ดูแล้วนึกถึง Slumdog Millionaire กับ The Lunchbox แต่ Lion ทำให้เราเห็นอินเดียที่ดูมีความสมจริงกว่า อาจเพราะมีที่มาจากเรื่องจริง ขณะที่ดนตรีประกอบก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ช่วยขับอารมณ์คนดูได้เป็นอย่างดี สร้างบรรยากาศชวนตื้นตันจน
หลายคนเสียนํ้าตา

อีกข้อที่โดดเด่นคือ Lion พูดถึงความสัมพันธ์ต่างๆได้ในระดับที่ลึกซึ้งกินใจ ไม่ว่าจะเป็น น้องชายกับพี่ชาย ลูกกับแม่ ลูกบุญธรรมกับแม่บุญธรรม ลูกบุญธรรมด้วยกัน ชายที่มี เชื้อสายเอเชียกับสาวตะวันตก ทีมนักแสดงเล่นดีมากโดยเฉพาะนักแสดงเด็กที่เล่นเป็น ซารู ในวัยเยาว์ เขาทำให้เราเชื่อในทุกๆคำพูดและการแสดงออก ส่วน เดฟ พาเทล เอกก็ทำได้ ไม่เลวกับหนังที่มีพาร์ทดราม่าหนักๆ เช่นเดียวกับ รูนีย์ มารา ที่ดูสวยทั้งกายสวยทั้งใจ ตัวละครของเธอสร้างสีสันให้กับหนังพอสมควร แต่ที่ขโมยซีนสุดๆเห็นจะเป็นพลังการแสดงของ นิโคล คิดแมน ที่เฉิดฉายในทุกซีน มีลุ้นที่เดียวกับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

Lion ทำให้คนดูรู้สึกเห็นคุณค่าของเวลาและครอบครัว รวมถึงชื่นชมความพยายามของคนๆหนึ่งในการตั้งใจตามหาอะไรบางอย่าง นอกจากนี้ยังแฝงประเด็นการรับอุปการะเด็กบุญธรรมต่างชาติ และมุมมองเกี่ยวกับกรณีเด็กหายว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย มันคือชีวิตของคนหลายคนที่ได้รับกระทบ ก็ได้แต่หวังว่า Lion จะเป็นภาพยนตร์ที่กระตุ้นให้
รัฐบาลทั่วโลกตระหนักถึงปัญาเด็กพลัดหลงจากครอบครัว แล้วลงมือแก้ไขอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิวหนัง : La La Land รางวัลแด่คนช่างฝัน

29-la-la-land-review-w529-h352

La La Land เป็นภาพยนตร์ที่ถูกจับตามาตั้งตอนเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อต้นปี ในฐานะหนังเพลงแห่งปี แถมยังเป็นหนังตัวเก็งรางวัลใหญ่อย่างลูกโลกทองคำและออสการ์ 2017 หลายสาขา

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับหนุ่มมากฝีมือ เจ้าของผลงาน Whiplash ที่ได้ ไรอัน กอสลิ่ง กับ เอ็มม่า สโตน กลับมาเป็นคู่ขวัญอีกครั้ง หลังจากที่ทั้งคู่เคยพบรักกันในหนัง Crazy Stupid Love

เนื้อหาเล่าถึงชีวิตของ เซบาสเตียน หนุ่มนักเปียโนที่ชื่นชอบเพลงแจ๊ส กับ มีอา นักแสดงสาวฝึกหัด ที่โชคชะตาพาพวกเขาสองคนให้มาพบกันในนครแห่งแสงสีที่ผู้คนไขว้คว้าแต่เงินทอง รางวัล และชื่อเสียงอย่าง ลอสแองเจลิส พวกเขาต้องแน่วแน่อย่างมากกับการไล่ตามความฝันของตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

La La Land คือหนังเพลงผสมโรแมนติกดราม่า ไม่เป็นหนังเพลงเต็มตัว ตัวละครร้องเพลงเพื่อสื่อสารในบางฉาก มีหลายฉากที่พูดคุยกันปกติ บทค่อยๆไต่ระดับความสนุกและเข้มข้นจนถึงตอนสุดท้ายที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์คนดูในระดับหนึ่ง แอบนึกถึงหนังเรื่อง Cafe Society

การถ่ายทอดภาพทำได้ดี พาคนดูไปชมความสวยงามของเมืองลอสแองเจลิสในหลากหลายมุมชนิดครบทุกฤดู เพลงประกอบเพราะสัมผัสใจ ดนตรีดังก้องติดหู ช่วยสนับสนุนหนังมากพอสมควร คอสตูมจัดจ้าน แม้หนังจะเป็นปัจจุบัน แต่เสื้อผ้าของตัวละครรวมถึงพร็อพส่วนหนึ่งทำให้เหมือนย้อนกลับไปในยุคเก่าๆสมัยที่หนังเพลงเคยได้รับความนิยมในฮอลลีวู้ด

ด้านการแสดง เอ็มม่า สโตน เล่นใหญ่ได้ใจมาก ผู้ชมจะได้เห็นพลังความสามารถทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเธอเต็มที่ มีอา เป็นตัวละครที่คนดูแทบทุกคนหลงรัก ส่วน ไรอัน กอสลิ่ง เองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เขาเหมาะกับบทหนุ่มหล่อมีเสน่ห์ติสต์แตกแบบนี้ เคมีของทั้งเองก็เข้ากันได้ลงตัวสุดๆ

La La Land ว่าด้วยเรื่องราวความรักกับความฝันของคนหนุ่มสาวในวงการบันเทิง ซึ่งหลายครั้งพวกเขาก็สับสนกับความต้องการของตัวเอง ความฝันพาทั้งคู่มาพบกัน แต่ก็เป็นความฝันอีกนั่นเองที่อาจพรากทั้งคู่ไปจากกัน กระนั้นช่วงเวลาที่คนสองต่างคนต่างลงมีทำตามความฝันของตัวเองเคียงข้างกัน คอยเป็นกำลังใจให้กัน มันช่างดูงดงามเสียเหลือเกิน แด่ทุกดวงจิตที่มีใจฝันใฝ่

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิวหนัง : Rogue One A Star Wars Story รอยต่อแห่งสงครามดวงดาว

star-wars-rogue-one-jyn-erso-cassian-andor

Rogue One เป็นภาพยนตร์ภาคแยกเรื่องแรกของหนังตระกูล Star Wars แต่ไม่ถูกนับรวมใน 7 ภาคหลัก เพราะไม่มีตัวอักษรโรมันอยู่ที่ชื่อเรื่อง เนื้อหาของหนังอยู่กึ่งกลางระหว่างภาค 3 Revenge of the Sith กับ ภาค 4 A New Hope โดยได้ กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ด จาก Godzilla มาเป็นผู้กำกับ นำแสดงโดย เฟลิซิตี้ โจนส์ , ดีเอโก ลูน่า , ฟอเรสต์ วิตเทกเกอร์ , แม็ดส์ มิคเคลเซ่น , เบน เมนเดลซอห์น , ดอนนี่ เยน , เจียงเหวิน และ ริซ อัมเหม็ด

โปรเจคนี้สร้างความฮือฮาและตื่นเต้นให้แฟนสตาร์วอร์มากไม่แพ้ Star Wars Episode 7 The Force Awakens แต่ก่อนหนังฉายมีข่าวไม่ค่อยดีออกมาเมื่อค่ายดิสนีย์สั่งแก้ไขหนังกว่า 40% หลายคนเลยสงสัยว่าหนังไม่สนุกหรือเปล่า ก่อนที่จะมีข่าวตามหลังมาอีกว่าหนังไม่ได้แย่ เพียงแต่มันดาร์คซะจนทางค่ายขอปรับโทนหนังเพื่อให้เด็กๆสามารถดูได้ด้วย

Rogue One A Star Wars Story บอกเล่าเรื่องราวของ กาเลน เออร์โซ อดีตนักวิทยาศาสตร์ของจักรวรรดิกาแลคติกที่ถอนตัวจากโครงการ Death Star พา ไลร่า ภรรยาและ จิน ลูกสาว มาหลบอยู่บนดาวอันห่างไกล แต่ผู้การออร์สันก็มาตามตัวเขากลับไปจนได้ กาเลน เสียภรรยาไป เขาจึงแอบฝาก จิน ไว้กับ ซอว์ เกอร์ราร่า ผู้นำกลุ่มหัวรุ่นแรงบนดาวเจดาห์

เวลาผ่านไปหลายปี จิน เออร์โซ เติบโตขึ้นโดยใช้ชีวิตเพียงลำพัง เธอถูกทหารของจักรวรรดิจับตัวไว้ ต่อมา กัปตันแคสเซี่ยน ทหารมากฝีมือของฝ่ายกบฏช่วยจินออกมาและพาตัวไปยังดาวที่ซ่อนตัวของกลุ่มกบฏซึ่งมี มอน มอธมา หัวหน้าสภาสูงเป็นผู้นำ จิน บอกสภาสูงว่า Death Star คืออาวุธอันทรงพลัง ทว่าพ่อของเธอวางจุดอ่อนข้างในเอาไว้ แต่กลุ่มกบฏต้องบุกเข้าไปทำภารกิจเสี่ยงตาย กับปฏิบัติโหดหินในการโจรกรรมแบบแปลนดาวเดธสตาร์ออกมาจากรังของศัตรูที่มีสตรอมทรูปเปอร์จำนานมากคุ้มกันอยู่ นำโดยยานขนส่งชื่อ Rogue One ที่พวกเขายึดมาจากฝ่ายจักรวรรดิ

บทภาพยนตร์เข้มข้นมาก พูดได้ว่า Rogue One เป็นหนัง Star Wars ที่มีความเป็นมนุษย์สูงกว่าภาคไหนๆ เพราะกลุ่มตัวละครหลักที่ร่วมในภารกิจขโมยแปลนดาวมรณะเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร (อาจจะยก เชอร์รุต อิมเว ตัวละครนักพรตตาบอดของ ดอนนี่ เยน ไว้คนนึง) มีพาร์ทความเป็นหนังสงครามมากกว่าแฟนตาซี หนังเดินเรื่องเร็วดี ด้วยเนื้อหากับตัวละครที่มีมาก ถือว่าจัดสรรปันส่วนได้เกือบลงตัว อาจจะมีช่วงอืดบ้างในตอนต้นๆถึงกลางๆ กระนั้นช่วงท้ายหนังก็พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดพีคได้อย่างงดงาม

เฟลิซิตี้ โจนส์ ทำได้ยอดเยี่ยมในบท จิน เออร์โซ ตัวละครของเธอมีเสน่ห์พอๆกับตัวละคร เรย์ ของ เดซี ริดลีย์ ใน The Force Awakens แต่หาก เรย์ เป็นด้านสว่าง จิน ก็คือด้านมืด เธอจึงเข้าถึงคนดูได้มากกว่า เพราะดูจับต้องได้ ตัวละคร เชอร์รุต ของ ดอนนี่ เยน ขโมยซีนสุดๆ แต่ชอบพาร์คความเป็นคู่หูของเขากับ เจียงเหวิน อีกอย่างที่ชอบคือประโยคติดปากของนักรบตาบอดอย่าง I’m one with the Force and the Force is with me และ The force is strong ที่ทำเอาเราแทบจะลืม May the Force be with you ไปเลย (ตอนต้นเรื่อง กาเลน ก็พูดว่า Trust the Force ) ส่วนหุ่นยนต์ K-2SO ที่พากย์เสียงโดย อลัน ทูดิค ดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า R2-D2 , C-3PO และ BB-8

หากตีความให้ลึกหนังสงครามแห่งดวงดาวกำลังเปรียบเปรยถึงยุคล่าอาณานิคมและสงครามโลก จักรวรรดิกาแลคติกที่มีกองกำลังเป็นทหารโคลนสตรอมทรูปเปอร์ชุดขาวที่ต้องการยึดครองกาแล็กซี่คือตัวแทนของคนผิวขาวที่หวังครองโลก สังเกตให้ดีจะพบว่าตัวละครฝั่งจักรวรรดิกาแลคติกจะมีแต่คนขาว ส่วนฝ่ายกบฏที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็น คนขาว คนผิวสี คนลาติน คนเอเชีย คนแขก และมนุษย์ต่างดาวอื่นๆเทียบเคียงได้กับประเทศต่างๆที่ต้องการต่อสู้เพื่อปลดเอกเผ่าพันธุ์ตัวเองจากลัทธิจักรวรรดินิยม ส่วนอาวุธทำลายล้างดวงดาวที่ชื่อ Death Star ก็คือระเบิดนิวเคลียร์นั่นเอง

Rogue One คือตำนานที่น่าจดจำ เชื่อมโยงช่วงเวลาที่ขาดหายไปของภาค 3 กับภาค 4 ได้อย่างแนบเนียน เป็นรอยต่อซึ่งช่วยเติมเต็มจักรวาล Star Wars ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีตัวละครจากภาคหลักหลายตัวโผล่มาเซอร์ไพรส์หลายตัว สร้างสีสันได้ดี ในขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจเช่นกัน

ปล.1หากคุณดู Revenge of the Sith กับ ภาค 4 A New Hope ก่อนเข้าชม Rogue One จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมให้มากยิ่งขึ้น

ปล.2 Rogue One เป็นหนังภาคเดียว จบในตอน ไม่มีเอนเครดิต

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

รีวิวหนัง : Moana หัวใจในมหาสมุทร

moana-and-maui-with-hook-disney

Moana คือชื่อของเจ้าหญิงดิสนีย์คนล่าสุด เป็นผลงานการกำกับของ รอน เคลเมนท์ กับ จอห์น มัสเคอร์ เจ้าของผลงาน Aladdin และ The Princess and the Frog มี อัลลิ‘อิ คราวัลโย่ เด็กสาววัย 14 ชาวฮาวายมาให้เสียงพากย์เป็น โมอาน่า ร่วมกับ ดเวย์น จอห์นสัน ที่ให้เสียง เมาอิ วีรบุรุษครึ่งคนครึ่งเทพจอมกวน ขณะที่เพลงประกอบภาพยนตร์ซึ่งเป็นหัวใจของอนิเมชั่นดิสนีย์ในช่วงหลังได้ ลินมานูเอล มิแรนดา มาเป็นผู้แต่ง ทำดนตรีประกอบโดย มาร์ค แมนซิน่า จาก Tarzan

คราวนี้ดิสนีย์เปลี่ยนจากฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมจาก Frozen มาเป็นฤดูร้อนอันอบอุ่นและสดใสใน Moana พร้อมพาคนดูไปเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวโพลีนีเชียในพื้นที่เขตโอเชียเนียของมหาสมุทรแปซิฟิก หนังมีฉากหลังเป็นยุคโบราณของทะเลแปซิฟิกใต้ เล่าถึงการผจญภัยของ โมอาน่า ลูกสาวหัวหน้าผ่าที่ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหา เมาอิ วีรบุรุษในตำนาน หลังเกาะที่เผ่าของเธออาศัยอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นเกาะสวรรค์อันอุดมสมบูรณ์ เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่กลับต้องเผชิญกับพิษร้ายที่ทำร้ายพืชผล และปลาที่เคยมีอยู่มากมายก็หายไปจากรอบเกาะ

โมอาน่า จำต้องฝืนคำสั่งของพ่อแล้วทำตามภารกิจอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษ เธอได้พบกับเมาอิมนุษย์ครึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนที่จะให้เขาช่วยนำหัวใจของเทพฟิติไปคืนยังสถานที่เดิม ที่เมาอิเคยขโมยมันออกมาเมื่อประมาณพันปีก่อนเป็นต้นเหตุให้ความมืดเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งมหาสมุทร เธอก็ต้องช่วยเขาทวงคืนอาวุธวิเศษอย่างตะขอคล้ายเบ็ดตกปลาที่มีเวทมนต์อยู่ส่วนปลายกลับมาให้ได้เสียก่อน

Moana เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นมีเสน่ห์ ตัวละครมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นชัดเจน ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้คนทั้งโลกได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของชนเผ่าโบราณในหมู่เกาะทะเลใต้อย่างโพลีนีเชีย ส่วนตัวชอบเจ้าพัวหมูน้อยมากกว่าเจ้าฮาวฮาวไก่ขโมยซีนที่ชวนให้นึกถึงเจ้านกตาโปนใน Finding Dory ของพิกซาร์ หนังมีความสนุกสนานเป็นมหาชน เด็กดูดี ผู้ใหญ่ดูได้

แม้ว่าในหนัง เมาอิ จะแซวว่า โมอาน่า มีสัตว์ติดตาม แถมยังเป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่าจึงมีความเป็นเจ้าหญิง แต่ความที่เธอยังดูเป็นเด็กอยู่ทำให้บ้างช่วงหนังมีกลิ่นอายของความเป็น Coming of age ซึ่งดูจะกลบพาร์ทความเป็นเจ้าหญิงจนมิด อันที่จริงไม่ใช่เพราะว่าในบทหนังจงใจขีดเส้นให้ความสัมพันธ์ของ โมอาน่า กับ เมาอิ ให้เป็นแค่เรื่องของมิตรภาพ โดยปิดโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ เพราะไม่จำเป็นต้องมีเจ้าชายก็เป็นเจ้าหญิงได้ อาทิ เอลซ่า กับ เมอริดา ตัวละครสองตัวนี้มีความเป็นผู้หญิงอยู่สูง ผิดกับ โมอาน่า ที่ยังมีความเป้นเด็กสาวอยู่มาก อดนึกถึงเด็กสาวใน Lilo & Stitch ไม่ได้

อัลลิ‘อิ คราวัลโย่ กับ ดเวย์น จอห์นสัน ทำได้ดีพอสมควรกับการพากย์เสียงและร้องเพลง การถ่ายทอดภาพสวยงาม ซาวด์ประกอบอลังการผสมกับเครื่องดนตรีท้องถิ่น เข้ากับบรรยากาศฮาวายๆ น่าเสียดายที่เพลงประกอบของหนังไม่ค่อยมีพลังเท่าไหร่ คือฟังพอเพลินๆ คึกคักดี แต่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งเมื่อเทียบกับหลายผลงานก่อนหน้าของดิสนีย์

Moana ดำเนินเรื่องราวแบบแฟนตาซี ฟุ้งฝัน ถึงจะมีองค์ประกอบพื้นฐานคล้าย Pocahontas แต่ผู้กำกับเลือกที่จะไม่จับประเด็นเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ โดยมุ่งไปที่เรื่องของการเชิดชูธรรมชาติสไตล์เดียวกับหนังจากค่ายอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างสตูดิโอจิบลิ และการสร้างแรงบันดาลใจให้คนดูกล้าที่ออกจากเกาะของตัวเองไปตามหาสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งจุดนี้เป็นการแฝงจิตวิญญาณตั้งต้นของชาวอเมริกันคือการเป็นนักสำรวจเข้าไปได้กลมกลืนทีเดียว

ปล.หนังสั้น Inner Workings ที่ฉายโป๊ะหน้าก็ดีงานไม่แพ้กัน ออกแนว Inside Out เวอร์ชั่นผู้ใหญ่

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie